บุญเราไม่เคยสร้าง...

posted on 17 Apr 2008 01:18 by begoodtoread

บุญเราไม่เคยสร้าง...ใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า...

"ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีของตนลงทุนไปก่อน

เมื่อบารมีเจ้าไม่พอ จึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วยมิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด

เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืมมาจนพ้นตัว...

เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า

หมั่นสร้างบารมีไว้...แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง...! "

"จงจำไว้นะ...เมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้...ครั้งถึงเวลา

ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่...

จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดินเมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลย จะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า..."

นี่คือคำเทศนา ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี ที่ได้โปรดชี้ธรรมไว้ในนิมิตหลังจากที่ท่านล่วงลับไปแล้ว

เมื่อ 100 กว่าปี อันเป็นปฐมเหตุที่ต้องสร้างความดีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

"กุณฑล"

**************************************

ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปนมัสการ และสรงน้ำพระ ที่วัดระฆังฯ มาค่ะ

หลังจากทำบุญถวายผ้าไตร ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังษี แล้วทางวัดก็ได้มอบ

รูปท่านให้ พร้อมกับแผ่นกระดาษที่พิมพ์ข้อความข้างบน และคาถาชินบัญชร มาให้

ไม่ทราบว่าบทความข้างต้นจะบอกว่าเอามาจากไหน แต่อ่านพบคือ มีผู้ใจบุญพิมพ์ถวายท่านค่ะ

เห็นเป็นสิ่งที่น่าเผยแพร่ เลยนำมาให้อ่านค่ะ

ชั่วดีอยู่ที่การกระทำ

posted on 06 Apr 2008 17:36 by begoodtoread

     ชั่วดีอยู่ที่การกระทำ

     ชีวิตนี้น้อยนัก ต้องคอยระวัง คอยเสริมสร้าง เอาใจใส่ ดูแลอย่างใกล้ชิด มีเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดังไป ไม่จีรังยั่งยืนถาวรเหมือนหยดน้ำค้าง ไม่จีรังยั่งยืน เมื่อกระทบกับแสงแดดที่แผดร้อน พร้อมที่จะเหือดแห้งหายไป

     ชีวิตนี้ จะดี เลว และประณีต ถูกกรรมเป็นเครื่องลิขิต ไม่ใช่เทวดา หรือพระพรหมจะเป็นผู้สร้างสมให้เป็นไป ต้องอาศัยบุญนำแต่ปางก่อน ทำให้ชีวิตถูกลิขิตเป็นขั้นตอน มีสุข และทุกข์ สลับกันไป เมื่อยามสุขก็ดีใจ ถึงคราวทุกข์ก็ร้องไห้ เพราะสิ่งเปล่านี้ ไม่มีแก่นสาร จัดเป็นโลกธรรม เป็นกฎแห่งกรรมที่มีอยู่ประจำโลก การมีลาภ มียศ มีสุข มีความสรรเสริญ จัดเป็นส่วนดี เป็นอารมณ์ที่ทุกคนชอบ ปรารถนาอยากได้มีไว้ประจำตัว แต่สิ่งที่มีอยู่ประจำตัวเรานี้ นำความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นเสมอ เช่น การมีลาภ อาจเสื่อมจากลาภได้ การมียศ อาจถูกลด หรือปลดได้ เมื่อใจมีความสุข อาจจะเปลี่ยนได้เพราะความทุกข์ ถึงคราวที่ใจมีสุขได้รับการสรรเสริญ อาจจะได้รับความหมางเมินเพราะถูกนินทา เมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา เป็นทุกข์จึงจัดเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่มีใครอยากได้

     จึงควรพิจารณาถึงกฎธรรมดาของชีวิต ด้วยการต้องแก่ต้องเจ็บ และต้องตาย ไม่มีชีวิตใดที่เกิดมาแล้วไม่ประสบกับสิ่งเหล่านี้ อีกทั้งยังต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และยังต้องอยู่ใต้กฎแห่งกรรมอีกด้วย กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ให้ ดี เลว และประณีต  แต่จะให้ผลช้า หรือเร็วในชาตินี้ หรือชาติต่อ ๆ ไป เท่านั้นเอง

      เมื่อทำดี ผลดีเอง เมื่อทำชั่ว ผลชั่วเอง จะให้คนอื่นไปรับแทนไม่ได้

     เมื่อเราได้รู้ถึงกฎธรรมดาของชีวิตอย่างนี้แล้ว เราได้ทราบความจริงข้อหนึ่งว่า ชีวิตต้องมีความทุกข์ เพราะชีวิตต้องอยู่ภายใต้กฎธรรมดา คือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ตลอดถึงอื่น ๆ อีก ซึ่งเป็นเรื่องความทุกข์ทั้งนั้น เช่นการที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักที่ชอบใจ เราต้องพลัดพรากจากสิ่งของที่เรารัก สิ่งของที่เราชอบใจ แสดงให้เห็นความเป็นทุกข์ทั้งนั้น

     ดังนั้น ชีวิตของทุกคน จึงต้องประสบกับความทุกข์ทั้งนั้น จำเป็นใช้ขันติ ความอดทนอดกลั้น บั่นทอนกรรมกิเลสที่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นั้น ให้ทุเลาเบาบางลงบ้างจึงจะได้พบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง

ที่มา : ธรรมะก่อนนอน พระราชสุธี วัดเทวราชกุญชร

 

" ถูกนินทาว่าร้าย คิดอย่างไรจึงจะหายทุกข์ "  

     1. เป็นธรรมดาของโลก ให้คิดว่านี่เป็นธรรมดาของโลก ไม่เคยมีใครสักคนบนโลกนี้ที่รอดพ้นจากคำนินทา เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าของเรา ขนาดท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐบริสุทธิ์สูงสุด แต่ท่านก็ยังไม่พ้นถูกคนพาลกล่าวโจมตีว่าร้ายจนได้ แล้วนับประสาอะไรกับเราที่เป็นแค่คนธรรมดาสามัญที่ยังมีทั้งดีและชั่วจะรอดพ้นปากคนนินทาไปได้ คิดอย่างนี้แล้วจะได้สบายใจว่า การถูกนินทานี่เป็นแค่เรื่องธรรมดา เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก (โลกธรรม) และ ยังคงมีอยู่ต่อไปตราบชั่วฟ้าดินสลาย  

     2. ให้มีจิตใจมั่นคงดุจภูผา ถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจ ทำการงานด้วยความตั้งใจปรารถนาดี แต่แล้วก็ยังไม่พ้นถูกคนนินทา กล่าวร้ายว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ขอให้เรามีความมั่นใจในความดีของเรา อุปมาภูผาหินแท่งตันไม่หวั่นไหวในลมพายุฉันใด บัณฑิตผู้มีจิตใจหนักแน่นในความดี ย่อมไม่หวั่นไหวในคำสรรเสริญ และ คำนินทาแม้ฉันนั้น  

     3. ให้มีจิตเมตตาสงสารผู้นินทา ให้คิดด้วยความเมตตากรุณาว่า คนที่นินทาเรานั้น ย่อมกระทำไปด้วยความอิจฉาริษยา เขาจะต้องเผาลนจิตใจของเขาให้ร้อนรุ่มเสียก่อน จึงจะสามารถพูดนินทาว่าร้ายคนอื่นออกมาได้ ให้คิดเมตตาสงสาร แทนที่จะไปโกรธเคืองเขา
            อนึ่ง คนที่ชอบกล่าววาจาส่อเสียด หรือ ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น โดยปรกติเขาย่อมเป็นผู้หามิตรสหายที่ใกล้ชิดไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยมีใครไว้วางใจคนที่ชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น ให้คิดเห็นใจเขาในฐานะที่เขาต้องเป็นผู้อยู่ในโลกนี้ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเขาย่อมหาเพื่อนแท้ไม่ได้
 

     4. คิดหาประโยชน์จากคำนินทา คนที่คิดกล่าวร้ายเรา บางทีเขาต้องไปนั่งคิดนอนคิดหาจุดอ่อนในตัวของเรา เพื่อเอามาพูดโจมตี บางทีจุดอ่อนเหล่านี้ตัวเราเองก็มีอยู่จริงแต่ทว่าเราไม่รู้ตัวมาก่อน นี้เป็นประโยชน์มาก เพราะเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาปรับปรุงตนเองได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะขอบคุณคนนินทาเรา เพราะเขาอุตส่าห์ไปนั่งคิดนอนคิดช่วยค้นหาข้อมูลมาช่วยให้เราปรับปรุงตนเอง 

     5. คิดวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาสังคม สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง คือเน้นเรื่องการใช้อำนาจครอบงำกันและกัน จึงมีการปลูกฝังสอนให้คิดแข่งดีแข่งเด่น คิดเหนือผู้อื่น สอนให้อยากเป็นใหญ่เป็นโต (มานะ) มาตั้งแต่โบราณ (คาดว่าไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปี คือตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น) ทำให้คนไทยเรา เวลาเห็นใครทำดี ก็มักจะเกิดความริษยาโดยไม่รู้ตัว คือทนไม่ได้ที่จะเห็นคนอื่นดีกว่าตน สังคมที่มีความสัมพันธ์ในแนวดิ่งเช่นนี้ ผู้คนจึงมักจะชอบนินทาว่าร้ายกันและกันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคิดวิเคราะห์ได้เช่นนี้แล้วก็สบายใจ ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมาก ให้ถือว่าการที่เราถูกนินทานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมก็แล้วกัน มันเป็นเช่นนั้นเอง 

     ในอนาคตไม่แน่ หากมีการศึกษาเรื่องพุทธธรรมกับสังคมไทยกันอย่างจริงจัง บางทีเราอาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมจาก "แนวดิ่ง" ให้เป็น "แนวราบ" คือ คนไทยมีความเสมอภาคกัน ไม่ถืออำนาจเป็นใหญ่ แต่ถือความถูกต้องดีงามเป็นใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นสังคมที่เต็มไปด้วยการนินทาว่าร้ายก็จะลดน้อยลงไปเองตามธรรมชาติ แล้วภาษิตยอดฮิตที่ว่า "สังคมเสื่อมถอยเพราะคนดีท้อแท้" หรือ "ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" จะได้เลิกใช้กันเสียที

ที่มา : จดหมายข่าวชาวพุทธ